โฆษณา

บทความที่ได้รับความนิยม

สนทนาออนไลน์


ข่าว Manager Online - Breaking News

Posttoday.com : Breaking News

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คนเรารักกันได้อย่างไร ?

สวัสดีท่านผู้ชมบล็อกทุกท่าน  "ความรัก"  เป็นความรู้สึกที่คนเราย่อมพบพาน ผ่านมาไม่มากก็น้อย ซึ่งระยะเวลาของ"ความรัก" ของแต่ละคนนั้น ย่อมมีความแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่า หลายๆท่านก็คงจะ "สุขสมหวัง" และ "ผิดหวัง" กับความรักกันมาแล้วทั้งนั้น  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้านไหน หากท่านตรองให้ดีท่านก็จะพบว่า "ความรู้สึก" ไม่ได้อยู่คงที่ตลอด มีการ เปลี่ยนแปลง  เพิ่มขึ้น ลดลง และจบสิ้นไป วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ


หัวข้อนี้ ไม่ได้เป็นหัวข้อทางโหราศาสตร์ แต่ผู้จัดทำเว็บเห็นว่า มีประโยชน์ในด้านการให้ความรู้และแง่คิด
เนื่องจาก สมาชิกในเว็บนี้ส่วนใหญ่ จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ค่อยสมหวังกับความรัก ซะเป็นส่วนใหญ่

คนเรารักกันได้อย่างไร ?



Pease Allan และ Pease Barbara ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้กล่าวไว้ว่า
"เมื่อเวลาที่พบเจอ  คนที่ใช่  สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดคนๆนั้น สารเด่นๆที่ถูกค้นพบ ได้แก่ โดพามีน  อ๊อกซิโทซิน เทสโทสเทอโรน  เอสโทรเจน และ นอร์อีพีเนฟรีน  โดยสมองจะหลั่งสารฮอร์โมนเหล่านี้ออกมา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้มนุษย์ได้จับคู่กันเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อไปนั่นเอง"

เมื่อมีรัก ทุกคนคงเคยพร่ำถามตัวเองว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเขา/เธอคนนี้ ทำไมเรารู้สึกแปลกๆ หัวใจเต้นแรง หน้าแดง มือเปียก พวกแนวศิลปินอาจบอกว่ารักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ เหตุผลไม่เกี่ยว รักมีทั้งความรันทดและความงดงาม รักเป็นเรื่องที่โรแมนติกเกินกว่าจะพรรณนา สำหรับพวกแนวเหนือธรรมชาติจะเชื่อว่า เนื้อคู่ของเราถูกกำหนดมาแล้ว จะต้องตามหาคนที่มีด้ายแดงผูกนิ้วก้อยให้เจอ บ้างก็ว่ารักเกิดจากกรรมเก่า มีการตามมารักมาเลิกกันเป็นชาติๆ ไป การรักใครสักคนอาจจะเป็นเพราะโดนสาป ไสยศาสตร์เท่านั้นที่ช่วยได้ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายที่ฉีกทั้งสองแนวนี้ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะฟังแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่โรแมนติก และไม่ลี้ลับเท่า แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจะบอกเรานี้ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตัวเรา โดยมีเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น


ก่อนจะมีความรักลองมาทำความรู้จักกับทฤษฎีรัก 3 ตอน ของ ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยรุทเจอรส์ (Rutgers University) ในนิวเจอร์ซี กันก่อนดีกว่า ดร.ฟิชเชอร์ บอกว่า ห้วงความรักของคนเราแบ่งเป็น 3 ตอน โดยจะมีฮอร์โมนที่แตกต่างกันมาร่วมแสดงบทบาทในแต่ละตอน

 ตอนที่ 1 ช่วงเกิดตัณหา

 ตัณหาราคะถูกขับโดยฮอร์โมนเพศ 2 ตัว คือ เทสโตสเตอโรน (Testosterone) และเอสโตรเจน (Estrogen) เทสโตสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็มีเช่นกัน ดร.ฟิชเชอร์ บอกว่า เจ้าฮอร์โมนเพศสองตัวนี้เอง ที่ช่วยควบคุมอาการอยากได้โน่น อยากได้นี่ ของเรา

 ตอนที่ 2 ช่วงคลั่งรัก

 เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตเราผิดเพี้ยนไป ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝัน เพ้อ ละเมอถึงคนรัก อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส (Monoamines) ซึ่งประกอบด้วย

โดพามีน (Dopamine) เป็นสารเคมีที่ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน

นอร์อะดรีนาลิน (Norepinephrine) หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน (Adrenalin) ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น

เซโรโทนิน (Serotonin) หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ...ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก

ตอนที่ 3 ช่วงผูกพัน

 ไม่มีใครที่จะทำตัวคลั่งรักได้ตลอดชีวิต เมื่อผ่านพ้นไปช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าไม่โบกมือลากันไปเสียก่อน คู่รักก็จะฉุดกระชากลากจูงกันเดินมาสู่ช่วงแห่งความผูกพัน ในตอนนี้จะว่าด้วยการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว ฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ

ออกซิโตซิน (Oxytocin) จากต่อมไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนมและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก โดยมีการพบว่าออกซิโตซินจะถูกขับออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง ทฤษฏีบอกไว้ว่ายิ่งชายหญิงมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน ความผูกพันก็มีมากขึ้นเท่านั้น


วาโซเพรสซิน (Vasopressin) สารสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย จะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพยายามทำการศึกษาถึงฤทธิ์เดชของวาโซเพรสซิน โดยหลังจากที่พวกเขาได้ฟังตำนานรักของหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี (Prairie vole) ซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยละ 3 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดช่วงชีวิต (Monogamous) ที่มีว่า ถ้าคู่ของพวกมันตาย อีกตัวก็จะตรอมใจตายตามไปในไม่ช้า โดยไม่คิดจะมีใหม่

 ด้วยจิตริษยาต่อหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี่ที่ถือและปฏิบัติตามศีลข้อสาม ห้ามผิดลูกผิดเมียเขาอย่างเคร่งครัด นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำการให้ยาที่ลดปฏิกริยาของวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้ ปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นไม่ถึงกับศีลแตก แต่เริ่มมีอาการเย็นชา ห่างเหินคู่รัก และไม่แสดงอาการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆ เข้ามาตีท้ายครัวเลยสักนิด หลังจบปฏิบัติการสร้างความร้าวฉานแล้ว พวกเขาก็ได้ข้อสรุปมาให้ชาวโลกชื่นใจว่า ถ้าขาดวาโซเพรสซินเมื่อไร ก็ให้เตรียมพร้อมรับมือหายนะที่กำลังจะมาสู่ครอบครัวได้เลย


ไม่ว่าทฤษฎีความรักและฮอร์โมนในทางวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ทุกท่าน ที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ได้ย้อนกลับมาดูข้อสรุปของ Pease Allan และ Pease Barbara  ได้กล่าวว่า ฮอร์โมนต่างๆที่หลั่งออกมาเหล่านี้  จะมีช่วงเวลา "โปรโมชั่น"  นั่นก็หมายความว่า ความรุ้สึก อารมณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาจำกัด จากนั้นจะค่อยๆลดลง และหมดไป ภายในระเวลา 1 - 2 ปี ( แต่ก็เป็นระยะเวลาเพียงพอที่จะให้มนุษย์จับคู่และกำเนิดบุตร)  จึงเป็นที่มาของคำแนะนำว่า จะแต่งงานกันควรใช้ระยะเวลาดูใจกันในช่วงเวลานึง (ประมาณ 2 ปี เป็นอย่างน้อย)


อ๊ะๆ  อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายท่านคงสงสัยแล้วซิว่า  อ้าว ?  แล้วพ่อแม่ฉันล่ะ  อยู่กันมาตั้งสิบๆปี เค้าก็ยังไม่เห็นจะเลิกลากันไปเลยนิ  ยังครับ  ยังไม่จบ  Pease Allan และ Pease Barbara ยังได้สรุปต่อไปอีกว่า "ปัจจัยหลักที่ทำให้คู่รักยังคงสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ถึงแม้ฮอร์โมนกระตุ้นต่างๆได้หมดลงไปแล้วนั้น คือ "

1.ค่านิยม ยิ่งสอดคล้องกันมากยิ่งส่งผลดี
2.ความเชื่อหลัก ยิ่งสอดคล้องกันมากยิ่งส่งผลดี
3.ความสามารถในการจัดการความแตกต่าง  คุ่รักที่อยู่ร่วมกันได้นาน จะต้องสามารถจัดการความแตกต่างระหว่างคู่รักของตัวเองได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น คุณเองคงจะเห็นคุ่รักหลายๆ คู่ ที่มีค่านิยมและความเชื่อสอดคล้องกัน  ถึงแม้ในด้านอื่นๆ อาจจะมีความแตกต่างกันมาก เช่น ใจร้อน ใจเย็น  ก็อยู่ร่วมกันได้

อ่านมาถึงจุดนี้ ผมเองก็ขอให้ทุกท่าน ที่กำลังตามหาความรัก ได้นำเอาความรู้จากบทความนี้ไปช่วยเป็นแนวทางในการเลือกคู่ หรือ จัดการความสัมพันธ์ของคู่รักของท่านครับ



ที่มาข้อมูล 

รักฉัตร เลหวนิช

หน่วยบริหารจัดการความรู้ ไบโอเทค
http://www.biotec.or.th

Pease Allan & Pease Barbara
"Why Men Want Sex and Women Need Love"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น